|
|
1#
พิมพ์หน้านี้
tT
เพื่อนรักมารอรับ
เรื่อง เพื่อนรักมารอรับ
วิรัตน์เป็นเพื่อนกับผมมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะว่าอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อเราทั้งสองเรียนจบ ป.4 แล้ว ผมก็ไปเรียนต่อชั้นมัธยม ที่ตัวจังหวัดแบบไปเช้าเย็นกลับหมู่บ้านที่ผมกับวิรัตน์ถือกำเนิดเกิดมานั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 กิโลเมตร ส่วน วิรัตน์นั้น ไม่ได้เรียนต่อ เพราะฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก และเขาเป็นลูกชายคนโต มีน้องสาวอีก 2 คน เขาจึงต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน ผมกับวิรัตน์เป็นเพื่อนสนิทกันมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ เมื่อเห็นผมก็ต้องเห็นวิรัตน์ จนชาวบ้านเขาบอกว่า เรานั้นเหมือน “ผีกับโลงศพ
พอผมเรียนจบชั้นมัธยมแล้วผมก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อและหางานทำ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ผมกับวิรัตน์ต้องห่างเหินกันไปโดยปริยาย ปีหนึ่งผมได้ลาพักร้อนเป็นเวลาสิบวัน ผมเดินทางกลับบ้าน ตอนนั้นเราสองคนกำลังเป็นหนุ่มเต็มตัว จึงเที่ยวกันสะบัดช่อไปเลย แต่อย่างว่า พวกหนุ่มบ้านนอกอย่างผม ก็เที่ยวได้แค่งานวัดเท่านั้น แต่เราก็สนุกกันมาก ก่อนผมจะกลับกรุงเทพฯสองวันก็สังเกตว่า วิรัตน์ดูเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนมีอะไรอยู่ในใจ พอถามก็ได้คำตอบว่า
“เบื่อชีวิต”แถมพูดเป็นนัยๆ อีกว่า“มึงมาคราวหน้าอาจจะไม่เจอกูแล้ว ก็ได้” “เฮ้ย พูดอะไรอย่างงั้น ไม่เจอ แล้วมึงจะไปไหนวะ” วิรัตน์ไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มเฉยๆ ซึ่งผม ก็ไม่ได้คิดอะไร แล้วก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ
3 เดือนเต็มๆ หลังจากนั้นที่ผมไม่ได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ ซึ่งปกติผมจะกลับ ทุกสิ้นเดือนวันหนึ่ง ผมรู้สึกว่าจิตใจร้อนรุ่มมาก อยากจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ซึ่งผมไม่เคย รู้สึกอย่างนี้มาก่อน ผมจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน แต่เนื่องจากมันเป็นเวลาเย็นมากแล้ว กว่าจะกลับไปถึงบ้านจึงดึกพอสมควร
ผมลงรถเมล์ประจำทาง กรุงเทพ-นครปฐม ที่หน้าวัดธรรมศาลาเอาเมื่อ 3 ทุ่มกว่า บริเวณหน้าวัด เงียบและวังเวงผมต้องเดินผ่านวัดและผ่านป่าช้าไป เพราะบ้านผมอยู่หลังวัดออกไปอีก 1 ก.ม. แหม... ป่าช้าวัดบ้านนอก ท่านผู้อ่านก็รู้อยู่ว่ามันน่ากลัวและวังเวงขนาดไหน สายลมพัดโชยมา ทำให้ใบไม้สั่นพลิ้ว ผมสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรงก่อนก้าวออกเดิน
เรื่องผีนั้นไม่ใช่ว่าไม่กลัวแต่เนื่องจากผมเคยเป็นเด็กวัดที่นี่มาก่อน ความกลัวผีก็เลยลดลงผมเดินมาเรื่อยๆ จนเข้ามาถึงบริเวณวัด ทางด้านขวามือของผมมีต้นมะพลับ สูงใหญ่ต้นหนึ่งใบของมันหนาดก เป็นเงาครึ้ม พอผมเดินเข้ามาใกล้ มีร่างผู้ชายในชุดสีดำ ก้าวออกมาจากใต้ต้นไม้ต้นนั้น ผมหยุดเดินทันที ไม่ได้คิดถึงเรื่องผี แต่ผมกลัวว่าจะเป็นคนที่มาดักทำร้าย และปล้นทรัพย์สินของผม ถึงแม้ในตัวผมจะมีแค่นาฬิกาเรือนละไม่กี่ร้อย และเงินสดในกระเป๋าแค่ 300 บาท แต่ผมก็เสียดาย “ทำ..ไม...มา..จน...ดึก...เชียว?” เสียงแหบแห้งร้องทักมาจากร่างนั้น “เฮ้ย...นั่นมึงเหรอไอ้รัตน์ ใช่หรือเปล่าวะ” ผมร้องถามออกไป “ฮึ...ฮึ กูเอง กูมารอรับมึง” เสียงแหบๆ ของมันบอก ผมดีใจมากที่มีเพื่อนร่วมทาง จึงรีบเดินเข้าไปหา แต่เขากลับเดินหนีผมไป พร้อมกับมีเสียงหมาวัดหอนเป็นช่วงๆ “มึงรู้ได้ยังไงว่ากูจะมาวันนี้” ผมถามวิรัตน์ เขาไม่ตอบ แต่พูด ขึ้นมาอย่างช้าๆ ว่า “รีบๆ เดิน...เข้า...เถอะ มัน..ดึก...แล้ว
ด้วยความดีใจที่เพื่อนมารับ ผมจึงรีบเดินเพื่อให้ทันมัน แต่ก็ไม่ทันสักที เราอยู่ห่างกันประมาณ 20 เมตรได้ หมาวัดยังหอนรับกันอยู่เป็นทอดๆ วิรัตน์ทำปากจุ๊ๆ ดุหมา พวกมันเลิกหอนและวิ่งหนี เปิดตูดไปแน่บ “เฮ้ย เดินช้าๆ หน่อยสิวะ กูเดิน ไม่ทัน” ผมบอกเขา แต่เขาก็ยังไม่ยอมรอ ทิ้งระยะห่างไว้เท่าๆ เดิม ส่วนผมนั้น เดินไปก็บ่นไป และถามอะไรกับเขาหลายๆ อย่าง แต่เขาก็ไม่ยอมตอบ ได้แต่เดินไปอย่างเงียบๆจนเราสองคนเดินมาถึงทางแยกเข้าบ้านผม วิรัตน์ก็เดินเลยไป ซึ่งตามปกติแล้ว เขาจะมานอนคุยกับผมที่บ้านทุกครั้ง ที่ผมกลับมา
“อ้าว เฮ้ย คืนนี้ไม่นอนด้วยกันเหรอ” ผมถามวิรัตน์ “ไม่หรอก...เอ็งนอนเถอะ”โฮ่งๆ หมาที่บ้านมันเห่าเสียงดัง ผมจึงหันไปดุหมาและหันกลับมาทางวิรัตน์ แต่ไม่มีแล้ว ไม่รู้ว่าเขาไปไหน ทำไมถึงเร็วนัก“ทำไมกลับมาดึกๆดื่นๆ ไม่กลัวอะไรเลยเหรอ”พ่อแม่ผมถามคำแรก เมื่อเห็นหน้า “จะกลัวอะไร ก็ไอ้รัตน์มันคอยไปรับผม” พ่อกับแม่มองหน้ากัน และบอกว่า “ไอ้รัตน์น่ะ มันตายไป 7 วันแล้ว เพิ่งเผาศพมันไปเมื่อวานนี้เอง แล้วมันจะไปรับเอ็งได้ยังไง ฮึ” ผมตกใจมากับคำพูดของพ่อ และเถียงไปว่า “ไม่จริงมั้ง ก็ผมกับมันยังเดินคุยกันมาอยู่เลยนี่นา” พ่อบอกว่า วิรัตน์ถูกลูกผู้ใหญ่บ้านยิงตาย เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิง คนยิงก็หนีไป ยังจับตัวไม่ได้เลย “วิญญาณของมันคงจะเป็นห่วงเอ็งมาก รู้ว่าเอ็งจะมา เลยไปรอรับน่ะสิ” นี่ก็แสดงว่า ผมเดินมากับวิญญาณของเพื่อนน่ะซีครับ มิน่าล่ะ หมาถึงได้หอน มาตลอดทาง ขอให้ดวงวิญญาณของเพื่อน ไปสู่สุคติเถิด เพื่อนคนนี้จะหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้
ป.เจริญรักษ์
ข้อมูลจาก คู่สร้างคู่สม |
|